โรคนิ้วล็อคคืออะไร? สาเหตุ อาการที่พบบ่อย รู้แนวทางการรักษาที่เหมาะสม

โรคนิ้วล็อค

เจ็บนิ้วมือ ปวดบริเวณโคนนิ้วมือ หรือมีปัญหาเหยียดนิ้วมือไม่ออก หากคุณมีอาการเหล่านี้อย่านิ่งนอนใจ อาจเกิดการอักเสบของเยื่อหุ้มเส้นเอ็นงอนิ้ว หรือ “โรคนิ้วล็อค” ก็เป็นได้ โดยเฉพาะผู้ที่ใช้นิ้วมือในการพิมพ์คีย์บอร์ด เล่นสมาร์ทโฟน หรือใช้ข้อมือขยับเมาส์คอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน ๆ ยิ่งต้องระวัง โรคนิ้วล็อคคืออะไร? ใครบ้างที่เสี่ยง? อาการเป็นอย่างไร? รักษาวิธีไหนได้บ้าง? หาคำตอบได้ในบทความนี้

สารบัญ โรคนิ้วล็อค

1. โรคนิ้วล็อคคืออะไร?

2. สาเหตุโรคนิ้วล็อค

3. อาการนิ้วล็อคเป็นอย่างไร?

4. ใครที่มีความเสี่ยงนิ้วล็อค?

5. นิ้วล็อค รักษาอย่างไร?

6. การผ่าตัดรักษาโรคนิ้วล็อค

โรคนิ้วล็อคคืออะไร ?

โรคนิ้วล็อค (Trigger Finger) คือ โรคที่เกี่ยวกับความผิดปกติของเยื่อหุ้มเส้นเอ็นงอนิ้วมีการอักเสบ ไม่สามารถงอหรือเหยียดได้อย่างปกติ อาจเป็นนิ้วเดียว เช่นนิ้วโป้ง นิ้วกลาง หรือนิ้วนาง หรือหลายนิ้วลักษณะเดียวกันได้ และนิ้วมือทั้ง 2 ข้างได้ในเวลาเดียวกัน ซึ่งภาวะนี้เกิดจากการเปลี่ยนแปลงที่ปลอกเอ็นบริเวณข้อโคนนิ้วหนาตัวขึ้น เอ็นบวม ทำให้ปลอกรัดเอ็นมากขึ้น โดยระยะเริ่มแรกสังเกตุง่ายสุด คือ มีอาการปวดบริเวณโคนนิ้วมือ มีอาการสะดุดเวลาขยับนิ้ว งอนิ้ว และเหยียดนิ้ว

โรคนิ้วล็อค

สาเหตุโรคนิ้วล็อค

สาเหตุของโรคนิ้วคือ มาจากหลายปัจจัย เช่น การใช้แรงงอนิ้วมากเป็นเวลานาน หรือกำนิ้วแน่นมาก ๆ ทำให้เกิดการเสียดสีบริเวณปลอกหุ้มเอ็น จนเกิดการอักเสบของเส้นเอ็น และเยื่อหุ้มเส้นเอ็น ทำให้เส้นเอ็นและเยื่อหุ้มเส้นเอ็นมีการหนาตัวขึ้นกลายเป็นพังผืด ยืดหยุ่นได้น้อยลง และเส้นเอ็นเคลื่อนผ่านไม่สะดวก นอกจากนี้ยังมีสาเหตุจากโรคบางโรค เช่น โรคเบาหวาน รูมาตอยด์ อีกด้วย

อาการนิ้วล็อคเป็นอย่างไร?

อาการนิ้วล็อค จะแบ่งตามระดับความรุนแรง ที่จะค่อย ๆ เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ดังนี้

● ระยะที่ 1 : รู้ปวดบริเวณโคนนิ้ว กดเจ็บบริเวณฐานนิ้วมือด้านหน้า

● ระยะที่ 2 : มีอาการสะดุดเวลาขยับนิ้ว งอนิ้ว หรือ เหยียดนิ้ว

● ระยะที่ 3 : หากลองงอนิ้วลง จะมีอาการติดล็อค เหยียดนิ้วออกเองไม่ได้ รวมถึงจะไม่สามารถงอนิ้วลงได้เอง

● ระยะที่ 4 : ปวดรุนแรง มีอาการอักเสบ บวม และไม่สามารถเหยียดนิ้วให้ตรงได้

 

ใครที่มีความเสี่ยงนิ้วล็อค?

อาการนิ้วล็อค จะแบ่งตามระดับความรุนแรง ที่จะค่อย ๆ เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ดังนี้

● ผู้ที่มีอาชีพ แม่บ้าน คนสวน คนหิ้วของหนัก ๆ พนักงานออฟฟิศ ทันตแพทย์

● ผู้ที่ชอบเล่นเกม หรือใช้สมาร์ทโฟน ตลอดเวลา

● ผู้ที่มีโรคประจำตัวบางอย่าง เช่น รูมาตอยด์ เบาหวาน เก๊าต์

นอกจากนี้ยังพบช่วงอายุ 40-60 ปี สามารถพบอาการนิ้วล็อคได้บ่อย เนื่องจากเกิดการใช้งานสะสมเป็นเวลานาน ประกอบกับความเสื่อมของเส้นเอ็นจากการใช้งาน

นิ้วล็อค รักษาอย่างไร?

สำหรับวิธีรักษาอาการนิ้วล็อค มีหลายวิธีขึ้นอยู่กับระดับความรุนแรงของอาการที่เกิดขึ้น ดังนี้

พักมือ ลดการใช้งาน : สำหรับผู้มีอาการในระยะแรก ๆ จากการใช้มือยกหรือหิ้วของหนักนาน ๆ เบื้องต้นให้งดการใช้งาน น้อย 3-4 สัปดาห์ อาจประคบร้อนหรือเย็นร่วมด้วย

ดามนิ้ว (Splinting) : บางรายที่มีอาการปวด และเริ่มงอเหยีบดนิ้วได้ยาก แพทย์อาจเลือกใช้การใส่อุปกรณ์สำหรับดามนิ้ว ซึ่งจะช่วยดามนิ้วให้ตรง ช่วยพักการใช้งาน ไม่งอหรือเหยียดเกินไป และอาจทำกายภาพบำบัดร่วมด้วย

รักษาด้วยยา : หากมีอาการรุนแรงมากขึ้น รู้สึกปวด อาจใช้ยาต้านการอาการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ เพื่อบรรเทาอาการปวด

การผ่าตัด : เมื่ออาการนิ้วล็อครุนแรง ปวดมาก บวม มีอาการอักเสบ และรักษาด้วยวิธีที่กล่าวมาก่อนหน้านี้แล้วไม่ดีขึ้น อาจต้องได้รับการรักษาด้วยการผ่าตัด

การผ่าตัดรักษาโรคนิ้วล็อค

วิธีการผ่าตัดเพื่อรักษาโรคนิ้วล็อค สามารถช่วยแก้ปัญหาได้ดี โดยเป็นผ่าตัดเพื่อตัดปลอกหุ้มเส้นเอ็นที่หนาอยู่ให้เปิดกว้าง เผื่อให้เส้นเอ็นเคลื่อนผ่านได้สะดวกไม่ติดขัด หลังผ่าตัดเสร็จผู้ป่วยสามารถ งอนิ้วได้ปกติ และกลับบ้านได้ทันที โดยไม่ต้องนอนโรงพยาบาล หลังการผ่าตัด ระวังเพียงไม่ควรให้แผลถูกน้ำ โดยทั่วไปจะตัดไหมประมาณ 1 สัปดาห์หลังผ่าตัด

สรุป

เพื่อการป้องกันเพื่อไม่ให้เกิดอาการนิ้วล็อค สามารถทำได้โดยการ ไม่หิ้วหรือถือของหนักเกินไป ลดการรับน้ำหนักที่นิ้วมือ แต่หากจไเป็นต้องใช้งานที่ต้องใช้เวลาทำงานนานต่อเนื่อง ทำให้มือเมื่อยหรือระบมควรพักมือเป็นระยะ หมั่นออกกำลังกายยืดกล้ามเนื้อมือเป็นพัก ๆ หากรู้สึกตึง เพราะใช้งานมาก แนะนำให้ การแช่มือในน้ำอุ่นในช่วงเช้า ๆ ก็จะทำให้ข้อฝืดลดลง เคลื่อนไหวได้ดีขึ้น ในกรณีที่รู้ว่าเกิดอาการนิ้วล็อคแล้ว ควรทำการรักษาตั้งแต่เนิ่นๆ ไม่ควรปล่อยทิ้งไว้นาน

บทความที่เกี่ยวข้อง

โรคริดสีดวงถือเป็นปัญหาที่กวนใจ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความเจ็บปวดที่รบกวนทางกาย และรบกวนการใช้ชีวิตของใครหลายๆคน ปัจจุบันได้มีทางเลือกในการรักษาผู้ป่วยให้หายขาดได้ โดยที่เจ็บตัวน้อย ฟื้นตัวได้ไว และทำให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น
การส่องกล้องกระเพาะอาหาร หรือ Gastroscopy ไม่เจ็บ สามารถวินิฉัยได้ตรงจุด ตรวจง่าย ปลอดภัย แพทย์สามารถเห็นสาเหตุที่เกิดรอยโรคชัดเจน

สมัครรับข่าวสาร

ท่านสามารถลงทะเบียนเพื่อสมัครรับข่าวสารและโปรโมชั่นแพคเกจ ผ่านทาง Email โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย

Malcare WordPress Security